August 3, 2020

อเวนเจอร์ 4 กล่าวสรุปอย่างย่อย่น เหล่าซูเปอร์ฮีโร่

อเวนเจอร์ 4

Avengers: Endgame เป็นตอนต่อโดยตรงจาก Avengers: Infinity War (2018) สิ่งที่อนุมานได้ไม่ยากก็คือ ภารกิจสำคัญของหนังเรื่อง Avengers: Endgame ย่อมหนีไม่พ้นการถักต่อรายละเอียดของตอนก่อนหน้าที่จบลงอย่างชนิดที่แทบไม่หลงเหลือความมุ่งมาดอะไรก็แล้วแต่ให้กับผู้ชม

อเวนเจอร์ 4 บรรยายสรุปอย่างย่อย่น เหล่าซูเปอร์วีรบุรุษทั้งทีมอเวนเจอร์สและกลุ่มกัปตันอเมริกา (ซึ่งแตกคอในเชิงอุดมการณ์ในตอน Captain America: Civil War) จบลงด้วยความแพ้พ่ายอย่างหมดรูป หัวหน้าทีมอย่าง โทนี สตาร์ก กำลังเผชิญวาระสุดท้ายของตนนอกโลก แม่ทัพนายกองหลายท่านจำเป็นต้องเปลี่ยนสภาพเป็นขี้เถ้าธุลี เพราะเหตุว่าพลังจากการ ‘ดีดนิ้ว’ ของ ธานอส จอมวายร้ายผู้ครอบครองถุงมือมหาประลัย ซึ่งประดับประดาไว้ด้วยอัญมณีครอบครองโลกทั้ง 6 ก้อน หรือหากจะกล่าวให้ครบถ้วนสมบูรณ์ ไม่ใช่เพียงแค่เหล่าซูเปอร์วีรบุรุษประมาณครึ่งค่อนที่ม้วยมรณามรณา แม้กระนั้นครึ่งเดียวของทุกๆชีวิตในระบบกาแล็กซีก็จำเป็นต้องพลอยเสียชีวิตไปด้วย จากแนวนโยบายอันอำมหิตและอำมหิตของจอมบงการธานอส ผู้ซึ่งมองว่านั่นเป็นหนทางเดียวที่จะพิทักษ์รักษาให้จักรวาลคืนกลับสู่ความสมดุลและอยู่รอด

พูดง่ายๆในแง่ของการเล่าเรื่อง Avengers: Endgame ไม่มีวันเลือกเท่าไรนัก เว้นเสียแต่เก็บชิ้นส่วนที่หักพังและร้าวฉานจากภาคก่อนหน้า และเบาๆเอามาประสานให้เข้าที่เข้าทาง และในเวลาที่การเริ่มต้นกล่าวถึงรายละเอียดของหนังเรื่อง Avengers: Endgame สุ่มมีโอกาสเสี่ยงต่อข้อกล่าวหาว่าเฉลยคำตอบปมหรือจุดหักเหสำคัญของเรื่อง ว่ากันตามจริง แท็กติกและกรรมวิธีที่คนทำหนังพาเหล่าผู้แสดงออกไปจากมุมอับในช่วงท้ายของตอนก่อนหน้า และเป็นจุดเริ่มแรกของขณะนี้ เว้นเสียแต่มิได้เป็นของแปลกใหม่ ยังเป็นลูกเล่นเดียวกันกับหนังเกรดบีแนว Cliffhanger ในตอนทศวรรษ 1950 ไม่มีผิดเพี้ยน

หรือเจาะจงให้กระจ่างแจ้งอีกนิด จุดเริ่มแรกรายละเอียดของ Avengers: Endgame มิได้มีสถานะเป็นความลับเท่ากับเซอร์ไพรส์ ซึ่งว่าไปแล้วผู้ผลิตก็ทิ้งเงื่อนงำไว้ภายใน End Credit ของเวลาที่แล้วพอควร และน่าไว้วางใจว่ามิได้เป็นเรื่องเหนือความมุ่งหวังสำหรับเหล่าสาวกมาร์เวลสักเท่าไร แม้กระนั้นกันตามจริง คนทำหนังจำเป็นต้องทำอะไรสักอย่างอยู่แล้วเพื่อเรื่องดำเนินไปต่อได้ หัวข้อจึงอยู่ที่ว่ามันดูแนบเนียนและสมเหตุสมผล หรือว่าเป็นเพียงแต่การคิดคดทรยศคนดูอย่างหน้าไม่อาย ซึ่งในกรณีของ Avengers: Endgame ก็อาจจะจำเป็นต้องพูดว่าคนทำหนังสามารถเอาตัวรอดไปได้อย่างลอยนวล

ใคร่ครวญจากสถานะของการเป็นตอนในที่สุดของแฟรนไชส์ ซึ่งถูกเรียกร้องให้จำเป็นต้องทำหลายสิ่งหลายอย่างพร้อมเพียงกัน ตั้งแต่การหาทางออกให้กับปมของเรื่อง ผู้กระทำระจายบทให้ผู้แสดงซึ่งมีจำนวนไม่น้อยได้มีเวลาและพื้นที่ของตน ไปจนกระทั่งการให้โอกาสให้ผู้ชมได้รำ่ลาบรรดาผู้แสดงที่อุตส่าห์คลุกคลีมาร่วมสิบปี แถมด้วยในระหว่างนี้ คนทำหนังก็ยังจำเป็นต้องรอหยอดมุกตลกโปกฮาสลับกับการสอดแทรกมุมมองดราม่าเข้ามาเพื่อหนังมีจังหวะจะโคนขึ้นลงที่น่าติดตาม และนั่นยังไม่ต้องกล่าวถึงฉากแอ็กชันที่เป็นส่วนสำคัญของหนังมาตั้งแต่ต้น โดยปริยาย Avengers: Endgame เป็นหนังที่เลี่ยงภาวการณ์อุ้ยอ้ายและงุ่มง่ามได้ลำบากยากแค้น

ส่วนที่น่าทึ่งก็คือ หนังสามารถจัดการกับเงื่อนไขและข้อเรียกร้องต่างๆที่พ่วงมาจากตอนก่อนหน้าได้อย่างเข้มข้น รัดกุม แนบเนียน แยบคาย (หรือเนื้อหาที่รุ่มร่ามนิดๆหน่อยๆก็เป็นสิ่งเป็นที่ยอมรับได้) และก้าวเดินไปข้างหน้าได้อย่างเชื่อมั่นในตัวเองและหนึ่งเดียวกัน ช่วงเวลา 3 ชั่วโมงกับ 1 นาทีของหนังผ่านไปเช่นเดียวกันกับติดปีกโบยบิน เหนือสิ่งอื่นใด นี่เป็นหนังซูเปอร์วีรบุรุษซึ่งสามารถใช้คำว่าตื้นตันตื้นตัน และน่าไว้วางใจว่าคนดูหลายชิ้นน่าจะเดินออกจากโรงภาพยนต์ด้วยความรู้สึกห่วงใย