12/08/2022

ดูหนังออนไลน์ ฟรีชัด ระดับ hd แนะนำหนังปี 2020

อันดับ ภาพยนตร์ที่ดีที่สุดแห่งปี 2019 2020 หนังดีที่ไม่ควรพลาดในทศวรรษที่ผ่านมา ใครยังไม่ดูต้องดู ห้ามพลาดโดยเด็ดขาด !

ด่วน ศาลฎีกา แก้โทษ “ลุงวิศวะ” ติดตะราง 3 ปี 4 เดือน คอยการลงทัณฑ์ 3 ปี

ศาลฎีกาอ่านคำวินิจฉัยลับหลัง ชี้ขาดแก้โทษ “ลุงวิศวะ” ติดคุก 3 ปี 4 เดือน ให้คอยการลงทัณฑ์ไว้ 3 ปี คุมความประพฤติปฏิบัติ 2 ปี รายงานตัวต่อบุคลากรคุมกระทำ ทุก 3 เดือน

กรณี เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 12 พฤษภาคม 2564 ก่อนหน้าที่ผ่านมา ที่ศาลจังหวัดจังหวัดชลบุรี ศาลได้นัดอ่านคำวินิจฉัยในชั้นศาลฎีกา คดีที่ นายสุเทพ โภชนบริบูรณ์ อายุ 56 ปี วิศวกรบริษัทฯ เป็นจำเลยในความผิดฐานพกพาอาวุธปืนไปในที่ส่วนรวมโดยไม่มีเหตุอันควร และความผิดฐานฆ่าคนอื่นโดยตั้งใจ โดยก่อเหตุยิง นายนวพล ผึ่งผาย หรือปอนด์ อายุ 17 ปี จากเหตุวิวาทเรื่องที่จอดรถ เหตุเกิดใกล้ตลาดอ่างศิลา จ.ชลบุรี เมื่อค่ำวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2560 ซึ่งคดีนี้ ศาลอุทธรณ์ชี้ขาดว่า จำเลยมีความผิดฐานฆ่าคนอื่นโดยตั้งใจ ติดคุก 15 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจะติดคุก 10 ปี ฐานพาอาวุธปืนฯ ปรับ 4,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจะปรับ 2,000 บาท รวมติดคุก 10 ปี และปรับ 2,000 บาท ให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทน 340,000 บาท พร้อมดอกในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตั้งแต่แมื่อวันยื่นคำร้องขอเป็นต้นไป จนกระทั่งจะจ่ายเสร็จแก่ผู้ร้อง

โดย นายวันชัย แสงสว่างสุวรรณ์ ทนายความฝ่ายผู้เสียชีวิต ได้เป็นตัวแทนฝ่ายปัญหาผู้เสียหาย เดินทางมารับฟังคำวินิจฉัยศาลฎีกา ในเวลา 09.40 น. โดยตุลาการท่านได้คอยทั้งยังจำเลยและทนายความฝ่ายจำเลย จนกระทั่งเวลาผ่านพ้นไปแทบ 10.30 น. ไม่มีวี่แววว่าจำเลยและทนายความฝ่ายจำเลย จะเดินทางมาตามนัด และมีท่าทีจะติดต่อกลับมา ทางตุลาการ จึงปฏิบัติตามวิถีทางที่ถูกต้องแห่งกฎหมายคือ สั่งยึดริบประกันจำนวน 874,000 บาท พร้อมออกหมายจับ นายสุเทพ โภชนบริบูรณ์ หรือ ลุงวิศวะ โดยข้างใน 1 เดือนถ้าหากจับตัวได้ก็จะคุมตัวมาฟังคำวินิจฉัย แต่ถ้าหากยังตามจับตัวไม่ได้ ก็จะอ่านคำวินิจฉัยลับหลัง ในวันที่ 17 มิถุนายน นั้น

ความก้าวหน้าเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 17 มิถุนายน 2564 ที่ศาลจังหวัดจังหวัดชลบุรี ศาลได้นัดอ่านคำวินิจฉัยศาลฎีกา ในคดีอาญาเลขแดงที่ 3544 / 2561 ระหว่าง บุคลากรอัยการจ.ชลบุรีโจทก์ นางสาวมณีพร ผึ้งผาย โจทก์ร่วม นายสุเทพ โภชนบริบูรณ์ จำเลย คดีสืบไปมาจากช่วงวันที่ 4 ก.ย. 2560 บุคลากรอัยการจ.ชลบุรีเป็นโจทก์ฟ้อง นายสุเทพ โภชนบริบูรณ์ เป็นจำเลย ในความผิดฐานฆ่าคนอื่นโดยตั้งใจ พาอาวุธปืนประจำตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับเอกสารสิทธิ์ จากในกรณีที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงนายนวพลหรือปอนด์ ผึ้งผาย ถึงแก่ชีวิต เหตุเกิดช่วงวันที่ 4 ก.พ. 2560 ที่บริเวณแยกครกใหญ่ ตำบลอ่างศิลา อำเภอเมืองจังหวัดชลบุรี จ.ชลบุรีหรือเป็นที่ทราบกันโดยธรรมดาว่า “คดีลุงวิศวะยิงนักเรียน มัธยม4” ซึ่งจำเลยให้การยอมรับสารภาพในความผิดฐานพาอาวุธปืนฯ ส่วนความผิดฐานฆ่าคนอื่นโดยตั้งใจ จำเลยให้การต่อสู้อ้างเหตุปกป้อง

ศาลชั้นตันมีคำวินิจฉัยว่า จำเลยมีความผิดฐานพาอาวุธปืนฯ และฆ่าคนอื่นโดยตั้งใจตามฟ้อง ฐานฆ่าคนอื่นโดยตั้งใจ ติดคุก 15 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจะติดคุก 10 ปี ฐานพาอาวุธปืนฯ ปรับ 4,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจะปรับ 2,000 บาท รวมติดคุก 10 ปี และปรับ 2,000 บาท ชูคำขอร้องเข้าร่วมเป็นโจทก์ของผู้ร้อง ให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 340,000 บาท พร้อมดอกในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำร้องขอเป็นต้นไปจนกระทั่งจะจ่ายเสร็จแก่ผู้ร้องโจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ชี้ขาดยืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาไตร่ตรองแล้ว เห็นว่า มูลเหตุคดีเริ่มเมื่อพวกของคนเสียชีวิตหยุดรถยนต์ตู้ซ้อนคันกับรถยนต์ของจำเลย โดยไม่ได้สนใจว่ารถยนต์ของจำเลยที่หยุดขอบฟุตปาทจะออกไปได้หรือเปล่า เมื่อภริยาจำเลยแจ้งให้ทราบว่ารถยนต์ของจำเลยกำลังจะออก แต่พวกของคนเสียชีวิตไม่ขยับให้ กลับบอกให้รอก่อน การหยุดรถซ้อนคันกีดขวางออกถนนหนทางของรถยนต์คันอื่น ทั้งยังไม่ยอมรีบขยับรถให้รถคันที่ตนหยุดขวางอยู่ออกไปได้ มิใช่เรื่องที่คนธรรมดาทั่วไปปฏิบัติกัน เรื่องแบบนี้ คนธรรมดาทั่วไปไม่ว่าใครก็ตามเผชิญ ย่อมจะต้องรู้สึกโกรธเป็นธรรมดา จำเลยกล่าวถ้อยคำหยาบคายหลายที แต่มีเพียงถ้อยคำเดียวที่พวกของคนเสียชีวิตได้ยินก่อนที่จะพากันขึ้นรถยนต์ตู้ไป ส่วนถ้อยคำหยาบคายอื่นจำเลยกล่าวในรถยนต์ของตนเอง ไม่น่าเชื่อว่าจะมีผลให้พวกของคนเสียชีวิตคิดว่าจำเป็นต้องเอาการกับจำเลย ทั้งยังเรื่องที่เกิดขึ้นเพียงแค่ทำให้จำเลยเสียเวล่ำเวลาไปบ้างน้อย จึงมิใช่เรื่องใหญ่โตถึงขั้นจะต้องฆ่ากัน น่าเชื่อถือว่า ขณะที่รถยนต์ของทั้งสองฝ่ายเขยื้อนออกจากบริเวณหน้าร้านค้าขายอาหารทะเลแห้ง ทั้งสองฝ่ายไม่ได้มีความคิดที่จะเอาการอีกฝ่ายด้วยเหตุว่าเหตุจากการมีปากมีเสียงกัน ส่วนเรื่องระหว่างทางตั้งแต่รถยนต์ของทั้งสองฝ่ายออกจากร้านค้าขายอาหารทะเลแห้ง จนถึงเวลาก่อนจะถึงแยกครกใหญ่ พวกของคนเสียชีวิตเพียงแค่เปิดไฟสูงใส่จำเลย ไม่ได้ขับแข่งขัน ขับแซง หรือตัดหน้า ทั้งที่อยู่ในวิสัยที่สามารถปฏิบัติได้อย่างง่ายดาย ส่วนฝ่ายจำเลย การกระทำข้างในรถชี้ให้เห็นได้ว่า หลังจากออกจากหน้าร้านค้าขายอาหารทะเลแห้งไม่นาน จำเลยและภริยาต่างยับยั้งความขุ่นเคืองได้และเกรงว่าจะถูกฝ่ายคนเสียชีวิตรังควาน จึงมีความคิดจะไปขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือบุคคลอื่น เมื่อรถยนต์ของทั้งสองฝ่ายไปถึงแยกครกใหญ่ จำเลยไม่ได้ขับขี่รถตัดหน้ารถพวกของคนเสียชีวิตเพื่อไปหยุดรถที่ขอบฟุตปาท และไม่ได้มีการกระทำยุให้คนภายในกลุ่มคนเสียชีวิตมาวิวาทต่อสู้กันอีก เมื่อมีคนภายในกลุ่มของคนเสียชีวิตคนจำนวนไม่น้อยอยู่ล้อมรถยนต์ของจำเลย คนเสียชีวิตลอดศีรษะเข้ามาในรถยนต์ของจำเลย กล่าวด้วยน้ำเสียงกราดเกรี้ยวว่า “เอ็งจะรบเปล่า” หลายที และมีความเป็นไปได้สูงที่คนเสียชีวิตจะเข้ามารังควานจำเลยในชั่วเวลาอีกไม่นาน ขณะเดียวกันจำเลยยังถูกพวกของคนเสียชีวิตชกต่อยจากทางด้านหลัง ย่อมถือว่าเป็นทำให้เป็นอันตรายซึ่งเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากการปองร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะเกิดขึ้นแก่ชีวิตและร่างกายของจำเลยแล้ว ประกอบกับจำเลยนั่งอยู่ที่ที่นั่งผู้ขับอันเป็นการอยู่ในที่จำกัดและเคลื่อนไหวร่างกายได้ยาก การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงออกไป จึงเป็นทางเดียวที่จะให้จำเลยพ้นจากการเช็ดกรังควาน โดยคนเสียชีวิตและพวกได ถือว่าเป็นความประพฤติปฏิบัติของจำเลยเป็นการปฏิบัติเพื่อปกป้องตนให้พ้นภยันตรายที่เกิดขึ้นมาจากการปองร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง แต่เมื่อจำเลยเห็นอยู่แล้วว่าคนเสียชีวิตและพวกไม่มีอาวุธ ถ้าหากจำเลยเพียงนำเอาอาวุธออกมาขู่ว่าจะยิง หรือยิงออกไปโดยไม่จำเป็นจะต้องให้ถูกคนเสียชีวิตหรือยิงไปที่อวัยวะอื่นที่ไม่สำคัญของคนเสียชีวิต ก็ย่อมเพียงพอที่จะยับยั้งมีให้คนเสียชีวิตและพวกเขามารังควานได้แล้ว แต่จำเลยกลับใช้อาวุธที่อกซ้ายของคนเสียชีวิต หากแม้ยิงเพียงนัดเดียวก็ไม่เป็นการได้สัดส่วนกับภยันตรายที่เกิดขึ้นหรือบางทีอาจเกิดขึ้นความประพฤติปฏิบัติของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฆ่าคนอื่นโดยปกป้องเกินสมควรแก่เหตุ ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยถูกลงโทษติดคุกมาก่อน เหตุคดีนี้เกิดขึ้นได้เนื่องมาจากฝ่ายคนเสียชีวิตหยุดรถยนต์กีดขวางรถยนต์ของจำเลยจนกระทั่งเรื่องขยายบานปลาย อันเป็นความผิดของฝ่ายคนเสียชีวิตด้วยส่วนหนึ่ง การรอการลงทัณฑ์ให้แก่จำเลยน่าจะเป็นคุณประโยชน์แก่จำเลยและสังคมสาธารณะมากกว่าการลงทัณฑ์ติดคุกไปเสียรู้เดียว

ชี้ขาดแก้เป็นว่า ฐานฆ่าคนอื่นโดยปกป้องเกินสมควรแก่เหตุ ติดคุก 5 ปี ลดโทษหนึ่งในสาม คงจะติดคุก 3 ปี 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานพาอาวุธปืนฯ แล้ว รวมติดคุก 3 ปี 4 เดือน และปรับ 2,000 บาท โทษจำตารางให้คอยการลงทัณฑ์ไว้ 3 ปี คุมความประพฤติปฏิบัติ 2 ปี รายงานตัวต่อบุคลากรคุมกระทำทุก 3 เดือน ให้จำเลยไปเข้ารับการฝึกอบรมที่เกี่ยวกับการหยุดยั้งข่มอารมณ์ที่เกิดขึ้นมาจากการใช้รถใช้ถนนหนทางและให้ทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์มีกำหนด 30 ชั่วโมง

โดยทางฝ่ายทนายความและมารดาของคนเสียชีวิต ได้เผยข้างหลังฟังคำวินิจฉัยว่า ก็ไม่มีอะไรแล้ว มันนานมาแล้วก็สารภาพคำวินิจฉัยของศาล ส่วนทางแพ่งก็ดังเดิม เขาจะต้องมาใช้ และวันนี้คำวินิจฉัยก็เป็นไปตามที่ศาลท่านพิเคราะห์ จำเลยไม่มาก็มีการปรับไปแล้ว ส่วนทางแพ่งก็รอดูเขาว่าจะมาใช้เมื่อไหร่ เพื่อเป็นไปตามอำนาจศาล