12/08/2022

ดูหนังออนไลน์ ฟรีชัด ระดับ hd แนะนำหนังปี 2020

อันดับ ภาพยนตร์ที่ดีที่สุดแห่งปี 2019 2020 หนังดีที่ไม่ควรพลาดในทศวรรษที่ผ่านมา ใครยังไม่ดูต้องดู ห้ามพลาดโดยเด็ดขาด !

จอมขมังเวทย์ 2020 ภาคต่อที่รอ

จอมขมังเวทย์ ภาคแรกออกฉายในปี พ.ศ. 2548 ผลงานการดูแลของปิยะพันธ์ ชูเพ็ชร์นำแสดงโดยฉัตรชัย ส่องแสงพานิชและอัครา อมาตยกุล หนังแนวแอ็คชั่น ทริลเลอร์ที่ถือเอาความเชื่อถือทางไสยศาสตร์มาผนวกรวมกับหนังแนวสอบสวนสืบสวน พูดได้ว่าเป็นหนังเรื่องหนึ่งที่ยังค้างอยู่ในความทรงจำของแฟนหนังไทยจำนวนมาก

กำเนิดอะไรขึ้นในหนังภาคแรก

mark 1
อิทธิ (ฉัตรชัย ส่องแสงพานิช) สมัยก่อนนายตำรวจหน่วยพิเศษเคยจับฆาตกรที่มีความรู้และมีความเข้าใจแก่กล้าทางเวทมนตร์คาถา หนังเหนียวฟันแทงไม่เข้ามานับไม่ถ้วน แต่ว่าตัวเขาเองกลับถูกลงโทษคดีวิสามัญฆาตกรจนถึงแปลงเป็นผู้ต้องขังถูกขังลืมอยู่ในคุกมืดแดนคุมขังพิเศษ
10 ปีผ่านไปอิทธิได้หายตัวไปจากกรงขังแบบล่องหนได้ ทำให้พ.ท.ทศพล สมัยก่อนเพื่อนพ้องนายตำรวจได้บัญชาจับตายอิทธิ และมีคำสั่งมาถึงร้อยตรี สันติ (อัครา อมาตยกุล) ให้ตามทำคดีนี้ ทว่าระหว่างตามหาตัวอิทธิ สันติกลับพบแต่ว่าเรื่องแปลกเกี่ยวกับเรื่องของคุณไสยมนต์ดำ อาทิเช่นการปลุกเสกตะปูเข้าท้อง ฆาตกรที่หนังเหนียวหนังเหนียว แต่ว่าไม่ว่าจะทุกข์ยากเพียงใดสันติก็ไม่กลัวและตั้งใจจริงที่จะจับกุมอิทธิมาให้ได้ เมื่อเขารู้ตัวว่าตัวเองบางทีก็อาจจะต้องเจอหน้ากับจอมขมังเวทย์ผู้ครอบครองเวทมนตร์คาถา วิถีทางเดียวที่จะสยบเขาให้ได้เป็นเป็นให้ “เหนือกว่าจอมขมังเวทย์”
จนถึงผู้ชมในช่วงนั้นจำคำคมจากนักแสดงของอิทธิได้ว่า “แกอย่าบ้าเหมือนข้าก็ตามใจ” ได้อย่างไม่เสื่อมคลาย

กำเนิดอะไรบ้างที่อยู่ใน จอมขมังเวทย์ 2020

mark 2
ท่ามกลางการสูญเสียครั้งใหญ่ของวิน(หมาก ปริญ) หนุ่มน้อยคนมีชีวิตรอดจากเรื่องการสังหารกลับต้องเปลี่ยนแปลงความเชื่อถือและเชื่อถือที่มีต่อสิ่งเหนือธรรมชาติ โดยมุ่งไปสู่ศาสตร์ลึกลับและเวทมนตร์คาถาเวทต่างๆเพื่อแสวงหาและจัดการคนร้ายด้วยตนเอง ทว่ายิ่งเขาแสวงหาตัวคนร้ายเท่าไร เขาก็ยิ่งถลำลึกสู่ด้านมืดมากขึ้นทุกครั้ง จนถึงทำให้ต้องเข้าไปพัวพันกับ “จอมขมังเวทในตำนาน” (นก ฉัตรชัย), “ผู้บ้าพลังล้างผลาญ” (ก๊อต จิรายุ) และ “เจ้าลัทธิใหม่ที่ยุค” (นก สินจัย) ซึ่งล้วนแต่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมด้วยกันทั้งนั้น นี่เป็นการเผชิญหน้ากันครั้งสำคัญ ที่มีเชื่อถือที่ตัวตนเป็นเดิมพันและเวทมนตร์คาถาปาฏิหาริย์เป็นตัวชี้ชะตา กำลังปะทุถึงระดับสูงสุด

นี่เป็นหนังภาคต่อ! ไม่ใช่รีเมค หรือรีบูต

mark 3
สำหรับตัวผู้ดูแลต้อม-ปิยะพันธุ์ ชูเพ็ชร์ ที่ดูแลหนังภาคแรก ได้พูดว่าจอมขมังเวทย์ 2020 ไม่ใช่หนังรีเมค ไม่ใช่หนังย้อนอดีต เป็นหนังต่อภาคอย่างแท้จริง ซึ่งเขาได้รับช่องทางสำหรับในการกลับมาแต่งเรื่องราวในโลกเวทมนตร์คาถาอีกรอบโดยตกผลึกเรื่องราวความเชื่อถือ ความนับถือ และมุมมองทางด้านสังคมในแต่ละยุคที่ส่งต่อและเชื่อมโยงถึงกันมาใส่เอาไว้ข้างในบทภาพยนตร์
ในมุมมองที่น่าดึงดูดของตัวผู้ดูแลที่สะท้อนออกมาว่า “ภาคต่อกับขณะ” นับว่าเป็นแนวคิดที่สำคัญไม่น้อย เนื่องจากว่าตอนนี้แนวคิดเรื่องการต่อสู้ระหว่างคุณความดีกับความเหลวแหลกนั้น มุมมองของคนเราก็เริ่มมีไม่เหมือนกันเพิ่มมากขึ้น ในช่วงปัจจุบันที่เทคโนโลยีก้าวเข้ามามีบทบาทกับความนึกคิด ความเชื่อถือและความนับถือของคนเราก็เลยแปรไปตามระยะเวลา ผู้กำกับก็เลยเริ่มตั้งปัญหาที่ว่า “ยุคนี้เขาเชื่อถืออะไรและยุคก่อนเชื่อถืออะไร” จนถึงเขาได้ไอเดียที่ว่าด้วยไม่เหมือนกันระหว่างความเชื่อถือของคนต่างช่วงนำมาสู่ใจความสำคัญอะไรได้บ้าง
“ความนึกคิดของการเผชิญหน้ากันเรื่องความเชื่อถือของตัวเอง บางอย่างพวกเรารู้สึกว่ามันโง่งมงาย แต่ว่าที่จริงแล้วมันอยู่ใกล้ๆรอบข้างพวกเราหมดเลย พวกเราห้อยพระ พวกเราไปไหว้พระ เพื่อที่จะได้ให้พวกเรามีความคิดว่าพวกเรามีกำลัง พวกเรามีเชื่อถือในตัวเองขึ้น แต่ก่อนพวกเราไปกราบไหว้ แต่ว่าในปัจจุบันมันเป็นเรื่องจิตวิญญาณ เรื่องอำนาจจิต เรื่องพลังจักรวาลอะไรอย่างนี้ อันนี้เป็นคอนเซปต์ที่พวกเราเอ๋ยถึงความเชื่อถือของคนสองยุคมาพบกัน พวกเราจะเชื่ออะไรมากกว่ากัน ซึ่งมันก็จะเป็นเรื่องราวและกรรมวิธีการของจอมขมังเวทแต่ละคนที่จะใช้ศาสตร์เวทมนตร์คาถา เวทมนตร์ ไสยศาสตร์ต่างๆมาต่อสู้กันตามความเชื่อถือและเชื่อถือของแต่ละคนเอง” ต้อม-ปิยะพันธุ์ ชูเพ็ชร์ กล่าว

เพราะเหตุใดต้องใช้ดาราหนังเบอร์ใหญ่ขนาดนี้
“จอมขมังเวทย์ 2020” เป็นการก้าวเข้าสู่โลกเวทมนตร์คาถาครั้งใหม่และเจอหน้าครั้งยิ่งใหญ่ของ “เหล่าจอมขมังเวท” นานัปการคาแร็กเตอร์เช่นนี้ “ความขลังทางการแสดง” ก็เลยเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่ผู้กำกับต้องโฟกัสเป็นพิเศษไม่แพ้ด้านอื่นๆและได้เลือกเฟ้น “กลุ่มดาราหนังขมังเวท” ซึ่งทีมงานตกลงใจใช้ดาราหนังระดับแถวหน้าของวงการหรรษาไทย ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นหน้าจอหนังใหญ่หนแรกของ หมาก-ปริญ สุภารัตน์ การกลับมารับบทบาทเดิมจากภาคที่แล้วของนก-ฉัตรชัย ส่องแสงพานิช ก๊อต-จิรายุ ตันตระกูล กับบทคนหนุ่มที่หลงใหลในศาสตร์มืด นก-สินจัย เปล่งพานิช กับการคืนหน้าจอใหญ่ในบทเจ้าแม่ลัทธิ! รวมไปถึงดาราหนังเลือดใหม่อาทิเช่น คิทตี้-ชิชา อมาตยกุล และ แพร์-พิชชาภา พันธุมจินดา โดยเหตุผลสำคัญที่สุดสำหรับในการใช้ดาราเบอร์เต็งขนาดนี้ก็เนื่องจาก หนังต้องการความสามารถทางด้านการแสดงที่จะต้องบาดใจอารมณ์กัน เนื่องจากว่าทุกนักแสดงมีความซับซ้อน น่าหลงใหลและเป็นตัวละครที่มีความทะยานอยากทุกตัว
นอกเหนือจากดาราหนังเบอร์ใหญ่แล้ว งานเคล็ดลับพิเศษและฉากแอ็คชั่นในหนังเรื่องนี้จัดเต็มและอัดแน่นไม่แพ้กัน ซึ่งบรรดาฉากต่อสู้ปล่อยพลังทางไสยเวทย์นั้น พูดได้ว่าเป็นฉากที่ผู้ชมหนังไทยในปี 2019 ต้องจำอย่างแน่นอน!